สภาลมหายใจฯ ความหวังใหม่ กลไกแก้วิกฤตมลพิษฝุ่นควันภาคเหนือ

18 สิงหาคม 2564 เพจ GreenNews ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ นายวิทยา ครองทรัพย์ หัวหน้าโครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.) ในประเด็น สภาลมหายใจฯ ความหวังใหม่ กลไกแก้วิกฤตมลพิษฝุ่นควันภาคเหนือ เพื่อสอบถามความเป็นมาของคำว่า สภาลมหายใจ กับภารกิจการขับเคลื่อน และเป้าหมายในการผนึกกำลังในนามเครือข่ายระดับภาคฯ ที่หวังจะสร้างการเปลี่ยนแปลง

.

.

ทุกปี! ภาคเหนือเผชิญกับฝุ่นควัน ไม่ต่ำกว่า2 เดือน

.

นายวิทยา ครองทรัพย์ เล่าย้อนไปว่า เขาคือคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันทุกๆปี จึงเกิดคำถามว่าทำไมปัญหานี้แก้ไม่ได้ซักที ในบางจังหวัดอยู่กับปัญหานี้แบบ 24 ชั่วโมง เป็นเดือน บางจังหวัดเกินกว่า 70 วัน การเกิดขึ้นของสภาลมหายใจเชียงใหม่ และสภาลมหาใจภาคเหนือ มีจุดเริ่มตรงเดียวกัน คือ เราเห็นว่า ถึงเวลาที่จะต้องมีใครซักคนลุกขึ้นมาสู้ และท้วง วิธีการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ ที่ใช้กันมาตลอด ว่ามันไม่ได้ผล บางจังหวัดได้รับการจับตามอง ก็จะเกิดคณะกรรมการขึ้นมา บางจังหวัดก่อนช่วงเผชิฐเหตุ จะมีการปล่อยแถว มีกำลังพล มีรถ มีเครื่องมือ มาแสดง ว่ามีศักยภาพ พร้อมจะให้กำลังพลออกไปปฏิบัติหน้าที่ เดิมที..เราก็เคยไปร่วมงาน ส่วนตัวในช่วงแรก มองว่า ดูคึกคักดี รู้สึกขอบคุณ เชื่อว่าคนภาคเหนือหลายคน เห็นแบบนี้ก็รู้สึกดีใจเช่นกัน แต่หลังผู้ใหญ่ที่มาเปิดงานเสร็จ ก็บินกลับบ้าน กลายเป็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากนั้น ก็ยังหนักเหมือนเดิมทุกปี ภาคประชาชนที่มีความคิดเดียวกันจึงมองตรงกันว่า ถึงเวลาที่จะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง และบอกให้ภาครัฐรู้ เช่นการเข้าไปยื่นข้อเสนอต่างๆ ให้กับภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าเรามีความคิดแบบนี้ น่าจะดี อาจเป็นหนึ่งในทางออกของปัญหา ซึ่งเราเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของคนเชียงใหม่ และคนในพื้นที่ภาคเหนือ จะมีส่วนผลักดันจนทำให้เกิดเป็นวาระแห่งชาติฯ ขึ้นมา

.

.

คาดหวังและปล่อยให้ “ภาครัฐ” ทำอย่างเคยไม่ได้อีกแล้ว

.

เราเคยยื่นหนังสือ และข้องเรียกร้องต่างๆ ให้กับรองนายกฯ ยื่นให้รัฐมนตรีฯ สิ่งที่เราได้รับมาโดยตลอด คือคำพูดที่สวยงาม ว่าเขาก็กำลังจะทำแบบนี้นะ และจะนำไปสู่แบบนี้ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า สิ่งที่เราเสนอไปนั้น คืบหน้าน้อยมาก ทั้งที่เรารู้สึกว่ามันจำเป็น และจะคาดหวังกับภาครัฐ กับการแก้ปัญหานี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งพิสูจน์ได้แล้วว่า รัฐบาลชุดนี้ ไม่มีเจตจำนงค์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เป็นทีมาว่า เราจะต้องทำอะไรซักอย่าง เพื่อให้ภาครัฐได้รู้ว่า เขาจะมาทำอะไรงี่เง่า เช่นที่ทำมาทุกๆปีก่อนหน้านี้ไม่ได้อีกแล้ว ภารกิจเรา คือตั้งตัวขึ้นมา เป็นเหมือนกับคนกลาง คอยสะท้อนปัญหาจากภาคประชาชนา คนกลางในการท้วงติงพวกเขา ว่า อันนี้ดีแล้ว อันนี้ไม่ดี ถ้าไม่อย่างนั้น ภาครัฐก็จะทำเรื่องงี่เง้าแบบเดิมๆซ้ำๆซากๆ

.

ชาวโลก..จะมองว่า เราไม่มีปัญญา(สะท้อนปัญหา)

.

นายวิทยา กล่าวต่อว่า “มีที่ไหน ฝุ่นควันเกิดในป่า รัฐเอาเครื่องบินมา บินพ่นน้ำโปรยน้ำในเมือง ฝุ่นควันมันหายจริงหรือ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าต้นเหตุเกิดจากอะไร แต่ทำไมไม่ไปแก้ที่ตรงนั้น นี่เป็นแค่ตัวอย่างนะ ฉะนั้นเราจึงตั้งกลุ่มคนและเครือข่ายต่างๆ ที่มองเห็นปัญหาเดียวกันขึ้นมา และเริ่มพูดคุยหารือ จนในที่สุดก็รวมกันเป็นกลุ่มก้อน และพร้อมจะขับเคลื่อนไปด้วยกัน เปรียบเป็นแม่น้ำหลายมารวมกัน โดยใช้ชื่อว่า สภาลมหายใจเชียงใหม่ และส่วนตัว ก็เป็นเพียงแม่น้ำสายหนึ่งเท่านั้น ที่ได้มาเจอกับกลุ่มๆนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์อยู่ 2 ด้าน คือ ประสานกับชุมชนที่มีการเผา กับ แหล่งทุน ซึ่งทุนที่ว่านี้ เป็นทั้งงบประมาณ องค์ความรู้จากนักวิชาการ เริ่มจากชุนชนนี้ ไปชุมชนนี้ เพื่อให้เป็นชุมชนตัวอย่างนำร่องกับชุมชนอื่นๆ ไปพร้อมๆกับการผลักดันด้านนโยบาย เช่น ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฯ แม้สุดท้ายจะถูกปัดตกไป สิ่งเหล่านี้เทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า การคาดหวังที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภาครัฐ รอไม่ได้อีกแล้ว ในนามสภาลมหายใจฯ เราจะขับเคลื่อนต่ออย่างไร จะดึงใครเข้ามาร่วมด้วย จึงเป็นที่มาของสภาลมหายใจภาคเหนือ ซึ่งเครือข่ายในแต่ละจังหวัด ก็จะมีภารกิจหลัก(ของจังหวัด)ของใครของมัน แต่ก็มีเป้าหมายร่วม คือสร้างพลังในฐานะกลุ่มจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ สะท้อนไปที่ภาครัฐ และสะท้อนให้สังคมได้รับรู้ ว่าข้อเท็จจริง ความจริงแล้วเป็นอย่างไร”

.

.

จับมือกับ 8 จังหวัด ตั้ง “สภาลมหายใจภาคเหนือ”

.

ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าลำพังแค่จังหวัดเดียว แก้ไม่ได้ เพราะเราประสบปัญหานี้ร่วมกัน บางจังหวัดมีการเผา แต่ไม่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ไปสร้างผลกระทบให้กับจังหวัดอื่น ซึ่งฝุ่นควันมันสามารถเดินทางได้เป็น 1,000 กิโลเมตร ควบคุม บังคับ หรือห้ามอะไรไม่ได้ ฉะนั้นหากเราต้องการให้ภาครัฐรับฟัง และแก้ปัญหานี้อย่างแท้จริง มีนโยบายการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด เราต้องแสดงตัวตน และต้องมีพลังพอ ให้ภาครัฐได้เห็นว่าคนทางภาคเหนือ ต้องการการแก้ปัญหา เราจึงประสานไปยังพี่ๆน้องๆเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันสะท้อนปัญหาจากพื้นที่ของตนเอง และจับมือกับ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน(ก่อน) จากทั้งหมด 17 จังหวัด บางจังหวัดก็ใช้ชื่อกลุ่มคนทำงานของเขาที่มีอยู่แล้ว มีทั้งเป็นเครือข่าย เป็นชมรม และบางจังหวัดก็รวมกันเป็นสภาลมหายใจจังหวัด ซึ่งจะขับเคลื่อนและแก้ปัญหากันเองอย่างอิสระ แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องให้มีการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันอย่างเป็นระบบและดีกว่าเดิม ส่วนสภาลมหายใจภาคเหนือ คือกลไกลประสานความร่วมมือของแต่ละจังหวัด และร่วมกันขับเคลื่อนภาพรวม เป็นพลังในระบบภาค ที่จะทำให้สังคมได้รับรู้ปัญหา

.

อยากเห็น “พลังของคนทั้งประเทศ”

.

วันนี้เราเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ปัญหาฝุ่นควันเกิดขึ้นกับทั้งประเทศ ต่างกันแค่ช่วงเวลา กลับกันปัญหานี้ในหลายประเทศ เมื่อเกิดขึ้น เขาสามารถควบคุมและจัดการได้ เพราะมีกฎหมายบริหารจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะฯ ดังนั้นสิ่งที่เราจะเห็น คือพลังของทั้งประเทศ ที่จะช่วยกันเรียกร้อง เรื่องหลักเลย คือต้องผลักดันให้มีกฎหมายจัดการเรื่องนี้ “รัฐบาลเอง ก็อาจจะโต้ว่า ก็มีกฎหมายนั้น กฎหมายนี้อยู่แล้ว สิ่งที่เราจะถามต่อ คือประสิทธิภาพ กฎหมายบ้างตัวบางข้อ ใช้มาแล้วตลอด 10 กว่าปีที่ น่าจะเห็นแล้วว่ามันแก้ไม่ได้ และไม่ได้ผล ภาครัฐต้องยอมรับด้วย นักการเมืองเอง ก็ต้องเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

.

.

จนถึงวันนี้ ยังไม่เห็นมีมาตรการแบบที่เขาบอก

ฝุ่นควันปีหน้า เชื่อได้เลยว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2565 เรายังต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันในสภาพเดิมแน่นอน เหตุผลส่วนหนึ่ง มาจากช่วงที่ยังไม่เกิดวิกฤติ อย่างเช่นช่วงนี้ มีเพียงการสรุปและถอดบทเรียน เราไม่เคยทราบข่าวถึงการออกมาตรการใดๆจากภาครัฐเลย จะไปมีอีกที ตอนสิ้นปีก่อนเริ่มฤดูฝุ่นควัน และวนเวียนๆแบบนี้ทุกๆปี

.

หลายจังหวัด แก้ปัญหาได้ดีอยู่แล้ว

.

เท่าที่มีโอกาสได้พูดคุยกับเครือข่ายทั้ง 8 จังหวัด ในนามสภาลมหายใจภาคเหนือ ที่เราไปเชื่อมความสัมพันธ์ แทบทุกจังหวัดจะมีกลุ่มบุคคล ที่พร้อมเสียสละ ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ หลายพื้นที่มีการขับเคลื่อนต่อเนื่องอยู่แล้ว บางพื้นที่สามารถทำได้ดีมากๆ มีทั้งลดการเผา บริหารจัดการ การใช้ประโยชน์จากป่า การเกษตรที่ปราณีต การสร้างรายได้ที่มั่นคงโดยไม่มีการเผา ยกตัวอย่างเช่น การปลูกกาแฟทดแทนการปลูกข้าวโพด โครงการนาแรกป่า การนำสมุนไพรมาสร้างแบรนด์และเพิ่มมูลค่า ขอชื่นชมผู้นำในระดับชุมชนตั้งแต่กำนันผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. นายกเทศบาล นายอำเภอ และผู้ว่าฯ มากๆ ขณะที่อีกหลายจังหวัด ก็ทำได้ดีมากๆเช่นกัน หนึ่งในสิ่งที่เราพบและประทับใจ คือความสนใจ ที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่ก็เห็นว่าวันนี้ ข้อมูลต่างๆของปัญหานี้ ยังรับข้อมูลยังไม่เท่ากัน ตรงนี้เป็นหนึ่งในปัญหา ที่อาจไม่สามารถจะไปโต้แย้ง เมื่อภาครัฐมีมาตรการใดๆออกมา

.

.

จะต้องไม่มีการสูญเสียอีก

.

ภาพที่เห็นทุกๆปี คือช่วงที่เกิดวิกฤติ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ซื้ออุปกรณ์ครึ่งไม้ครึ่งมือ อาหาร น้ำดื่ม ไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน มันเกิดคำถามว่า เราจะต้องบริจาคแบบนี้ไปอีกกี่ปี เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ที่เราจะต้องทบทวนทั้งๆที่ปัญหาเรื่องนี้มันแก้ไขได้ ไม่แค่นั้น ทุกปีเราจะได้ข่าวมีผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่า ถ้าปีหน้าถ้าปัญหายังหนัก ก็จะต้องมีการสูญเสียเหมือนเดิมอีกหรือไม่ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้ หากรัฐไม่มีการแก้ไข สังคมควรจะต้องตั้งคำถาม ว่าเพราะเหตุใดจึงยังปล่อยให้เป็นเช่นเดิม ฉะนั้นบทบาทของแต่ละจังหวัดเท่าที่เห็นตอนนี้ อาจจะยังไม่เป็นภาพกว้างมาก แต่สภาลมหายใจภาคเหนือ เรามองเห็นว่ามันเป็นหน้าที่ของเราที่เราจะต้องไปพบ ไปส่งต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทุกๆจังหวัดได้รับข้อมูลชุดที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า เราไม่ได้ไปยัดเยียด หรือชี้นำว่าควรจะทำแบบนั้นแบบนี้

.

ส่วนตัวอยากให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือทั้งหมด โดยเฉพาะองค์กรที่มีหน้าที่ ต้องไปร่วมประชุม ตัดสินใจกับ ในการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันกับทางจังหวัด สามารถท้วงหรือตั้งคำถามกับภาครัฐได้ หากเห็นว่าวิธีการแบบนั้นไม่เหมาะสม ได้ไม่คุ้มเสีย เช่น การพ่นนำขึ้นไปบนฟ้า ขอกำลังเอาเครื่องบินมาบินโปรยน้ำกลางเมือง ภาพการแจกหน้ากากอนามัย(แบบธรรมดา)แทนที่จะเป็นหน้ากากป้องกัน pm 2.5 หรืออาจจะเสนอให้มีคณะทำงาน ที่มีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม รวมไปถึงการเรียกร้องให้มีห้องปลอดภัยจากฝุ่นควันสำหรับกลุ่มเสี่ยง และการติดตั้งเครื่องตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศ ที่กระจายต่างพื้นที่ต่างๆให้ครอบคลุมกว่าเดิม เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ ว่าแต่ละช่วงเวลามันอันตรายมากน้อยแค่ไหน เขาจะได้ปกกันตัว

.

.

อยากให้รัฐบาล หรือคนที่มีอำนาจรู้

.

เราไม่ได้อวดรู้กว่าภาครัฐ เราไม่ใช่คนวิเศษ อย่างที่บอกไปว่า ภายใต้กฎหมาย และวิธีการ ในการแก้ปัญหา ซึ่งรัฐบาลออกกฏหมายนี้ได้ แต่รัฐบาลไม่ยอมแก้ไข ใช้แต่กฎหมายที่มีอยู่ และก็ไปบังคับกลไกของภาครัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องมีการแก้ไข คือนโยบายที่ชัดเจน ส่วนตัวมองว่าเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคน จะมีสิทธิ์ถามรัฐบาล เรารู้ว่าปัญหานี้ เป็นปัญหาใหญ่ และแก้ไม่ได้ง่ายๆ แต่เราก็อยากจะเห็นความตั้งใจจริงของภาครัฐ ที่มากกว่าเดิม และ เราไม่ได้อวดรู้กว่าภาครัฐ เราไม่ใช่คนวิเศษ อย่างที่บอกไปว่า ภายใต้กฎหมาย และวิธีการ ในการแก้ปัญหา ซึ่งรัฐบาลออกกฏหมายนี้ได้ แต่รัฐบาลไม่ยอมแก้ไข ใช้แต่กฎหมายที่มีอยู่ และก็ไปบังคับกลไกของภาครัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องมีการแก้ไข คือนโยบายที่ชัดเจน ส่วนตัวมองว่าเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคน จะมีสิทธิ์ถามรัฐบาล เรารู้ว่าปัญหานี้ เป็นปัญหาใหญ่ แก้ไม่ได้ง่ายๆ แต่เราก็อยากจะเห็นความตั้งใจจริงของภาครัฐ ที่มากกว่าเดิม และสภาลมหายใจภาคเหนือ เราก็พร้อมที่จะร่วมผลักดัน และสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ sss2-1024x222.png
#เพื่อลมหายใจภาคเหนือ

WEVO NEWS

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

เห็ดปลอดเผา ก้อโมเดล พลัส+ ภาคีเครือข่ายแม่ปิงตอนใต้ ร่วมกันช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควันไฟ อช.แม่ปิง

วันที่ 30 พฤษภาคม 2566 ก้อโมเดล พลัส+ ภาคีเครือข่ายแม่ปิงตอนใต้ ความพยายามดึงความร่วมมือหลายฝ่ายเข้าไปร่วมด้วยช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควันไฟ อช.แม่ปิง ทั้งด้านอาชีพเศรษฐกิจปลอดเผา และด้านท่องเที่ยว เปลี่ยนจาก …

อ่านเพิ่มเติม →

สิ่งที่แต่ละจังหวัดต้องเปลี่ยน 2567 ทำแบบเดิมไม่ได้

สิ่งที่แต่ละจังหวัดต้องเปลี่ยน 2567 ทำแบบเดิมไม่ได้ บรรยายโดย บัณรส บัวคลี่ ฝ่ายข้อมูลและผลักดันนโยบาย เครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ

อ่านเพิ่มเติม →